วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

สมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณใช้แก้โรคผิวหนัง



โรคผิวหนัง (Skin Disease) เป็นโรคที่มีลักษณะอาการเป็นผื่น ตุ่ม วงด่างขาว หรือขึ้นเป็นก้อนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งอาจจะมีอาการปวดหรือคันร่วมด้วย สาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังมีได้หลายปัจจัยได้แก่ การติดเชื้อ การใช้ยา ปรสิต อาการแพ้ที่เกิดจากภูมิแพ้ เป็นต้น การรักษาโรคผิวหนังสามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรไทยต่างๆ ดังนี้

ขมิ้นชัน
สรรพคุณของขมิ้นชัน เหง้าของขมิ้นชันสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังผดผื่นคันได้ โดยนำมาบดให้เป็นผงผสมเข้ากับน้ำ หรือจะนำเหง้าสด ฝนน้ำทาบริเวณที่มีอาการของโรคผิวหนังก็จะสามารถรักษาโรคผิวหนังได้เช่นกัน นอกจากจะรักษาโรคผิวหนังแล้ว ขมิ้นชันยังสามารถใช้เหง้ารักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ และแผลในกระเพาะอาหารได้
ขันทองพยาบาท
สรรพคุณของขันทองพยาบาท เนื้อไม้สามารถนำมาใช้โรคลมพิษ แก้กามโรคได้ เปลือกของต้น เป็นยารักษาโรคผิวหนังกลางเกลื้อน นอกจากนี้ยังใช้ในการบำรุงสุขภาพเหงือก และเป็นยาสำหรับถ่ายพยาธิ
ข่อย
สรรพคุณของข่อย เปลือกของต้นข่อยสามารถนำมาใช้แก้โรคผิวหนัง รักษาแผล นำมาหุงเป็นน้ำมันใช้ในการรักษาริดสีดวงทวาร รักษาโรครำมะนาด รักษาโรคท้องร่วง เม็ดข่อยนำมาผสมกับหัวของแห้วหมู เปลือกทิ้งถ่อน เปลือกตะโกนา ผลพริกไทยแห้งและเถาบอระเพ็ด แล้วนำไปดองเหล้าหรือต้มน้ำดื่มใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
ข่า
สรรพคุณของข่า นำเหง้าสดมาตำผสมกับเหล้าโรง ใช้ทารักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราเช่น กลาก เกลื้อน ส่วนเหง้าอ่อนสามารถนำมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยขับลม
ตะเคียนทอง
สรรพคุณของตะเคียนทอง แก่นมีรสขมหวาน สามารถนำมาใช้รักษาโรคคุดทะราด ขับเสมหะ แก้โลหิตและกำเดา รักษาอาการเป็นไข้ ที่มีอาการแสดงที่ตาเช่น อาการตาแดง อาการตาเหลือง หรือตามีสีขุ่นคล้ำ เป็นต้น ยางแห้งของตะเคียนทองนำมาบดเป็นผงสามารถใช้รักษาบาดแผลได้
ทองพันชั่ง
สรรพคุณของทองพันชั่ง ใบสดและรากเมื่อนำมาโขลกละเอียด แช่เหล้าโรง 1 อาทิตย์ สามารถเอาเหล้าที่ได้มาทาผิวหนังบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนได้
น้อยหน่า
สรรพคุณของน้อยหน่า ใบสดและเมล็ดใช้ในการรักษาโรคหิด กลากและเกลื้อนบนผิวหนัง นอกจากนี้ยังสามารถรักษาเหาได้ โดยนำเมล็ด 10 เมล็ดและใบสด 1 กำมือมาตำให้ละเอียด ผสมเข้ากับน้ำมะพร้าวในอัตราส่วน 1:2 แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาขยี้ให้ทั่วศีรษะ และใช้ผ้าคลุมโพกศีรษะเอาไว้ 2 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาก็เอาหวีสางออก สระผมให้สะอาด แต่ต้องระวังให้มากอย่าให้เข้าตาเพราะจะทำให้ตาอักเสบ
บัวบก
สรรพคุณของใบบัวบก ใบสดนำมาใช้ในการรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยสมานบาดแผล และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ทั้งยังช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบของแผลได้ โดยให้เตรียมใบสด 1 กำมือนำมาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด คั้นเอาเฉพาะน้ำทาบริเวณแผลบ่อยๆ สามารถนำกากมาพอกที่บริเวณแผลได้ด้วย เมื่อทำเป็นประจำจนแผลหายแผลก็จะปิดสนิทและเกิดแผลเป็นชนิดนูนได้น้อย น้ำต้มใบบัวบกเมื่อนำมาดื่มสามารลดไข้ รักษาอาการปากเปื่อย ปากเหม็น เจ็บคอ รอนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย นอกจากนี้บัวบกยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคกลากได้ด้วย
ปาล์มน้ำมัน
สรรพคุณของปาล์มน้ำมัน เมล็ดนำมาบีบน้ำมันออกเป็นน้ำมันปรุงอาหารได้ นอกจากนี้น้ำมันที่ได้ยังใช้เป็นส่วนผสมของตำรับยาทาแก้โรคผิวหนัง
พุดตาน
สรรพคุณของพุดตาน รากใช้ต้มน้ำเพื่อดื่ม หรือนำมาฝนทาเพื่อรักษาโรคผิวหนัง ผด ผื่นคัน ที่ขึ้นเป็นเม็ด โดยเฉพาะอาการที่มีไข้ร่วมด้วย และปวดแสบปวดร้อนตามร่างกาย
มะคำดีควาย
สรรพคุณของมะคำดีควาย ผลนำมาทุบให้แตก แช่น้ำแล้วนำมาล้างหน้า ช่วยรักษาผิว แก้รังแค แก้ชันนะตุ มะคำดีควายสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ จึงใช้ในการรักษาโรคกลากได้อย่างดี
รามใหญ่
สรรพคุณของรามใหญ่ ลำต้นนำมาใช้แก้โรคเรื้อน โดยได้มีการนำไปทดลองกับหนูที่เป็นโรคเรื้อน 6 เดือนถึง 1 ปีสามารถลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อนได้ ส่วนของรากใช้รักษาโรคกามโรค หนองใส ผลใช้แก้ไข้ และท้องเสียได้
ลำโพงกาสลัก
สรรพคุณของลำโพงกาสลัก เมล็ดนำมาหุงเป็นน้ำมันใส่แผล แก้โรคกลากเกลื้อน ผดผื่นคัน ใบนำใบสดมาตำพอกฝี แก้อาการปวดบวมและอักเสบ ใช้ใบร่วมกับยอดแก้อาการปวดท้องเกร็ง และช่วยขยายหลอดลม แก้โรคหอบหืด ดอกนำมาจุดไฟสูบแก้อาการหอบหืด
ว่านมหากาฬ
สรรพคุณของว่านมหากาฬ นำรากและใบสดมาตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยบรรเทาอาการปวด ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน ใบสดใช้รักษาโรคเริม งูสวัด ได้

หนอนตายหยาก
สรรพคุณของหนอนตายหยาก นำรากมาทุบหมักกับน้ำ ใช้ส่วนน้ำที่ได้จากการหมักมาเป็นยาฆ่าหิดและเหาได้


ขอขอบคุณที่มา : https://www.honestdocs.com
ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.google.com


วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หน้าแรก

โรคมือ เท้า ปาก
โรคเกลื้อน
โรคหอบหืด
โรคปอด
โรคเกาต์


กรุณาคลิกดูวิดิทัศน์ด้านล่าง

รู้จักกับโรคผิวหนัง(Skin Disease)

         เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มทุกส่วนของร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกเรียกว่า หนังกำพร้า(Epidermis) และชั้นในซึ่งเรียกว่า หนังแท้ (Dermis) ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางมีความหนาตั้งแต่ 0.05 มิลลิเมตร (มม.) ไปจนถึง 1.5 มม. ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นผิวหนังในส่วนใดของร่างกาย ซึ่งผิวหนังที่บางที่สุดคือ หนังตา ส่วนผิวหนังที่หนาที่สุดคือ ผิวหนังส่วนส้นเท้า หนังกำพร้า ประกอบด้วยเซลล์ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ชนิดที่ผลัดตัวลอกได้เมื่อเป็นเซลล์ตัวแก่คือ เซลล์ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว(Epithelium) นอกจากนั้นยังประกอบด้วยเซลล์สำคัญอีกสองชนิดคือ เซลล์ชนิดเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด โดยมีเม็ดสีเพื่อดูดซับรังสียูวี (UV radiation) และเซลล์ชนิด    
เมอร์เคล (Merkel cell) ซึ่งเป็นเซลล์รับสัมผัสจากการกดเบียดทับหรือการสัมผัสอย่างเบาๆ ทั้งนี้เซลล์ทั้งสามชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ตามชนิดต่างๆของเซลล์เหล่านั้นคือ มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (เกิดจากเซลล์ชนิดเมลาโนไซต์) ที่มีความรุนแรงโรคสูง ชนิดเมอร์เคล (เกิดจากเซลล์ชนิดเมอร์เคล) ที่มีความรุน แรงโรคปานกลาง และชนิดเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว ซึ่งมีความรุนแรงโรคต่ำกว่ามะเร็งทั้งสองชนิดที่กล่าวแล้ว
         นอกจากนั้นในหนังกำพร้ายังมีเซลล์ชนิดช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่อผิวหนังและต่อร่างกายด้วยเรียกว่า เซลล์ลานเกอร์ฮานส์ (Langerhans cellหนังแท้ ประกอบด้วยเซลล์สำคัญคือ เซลล์ในกลุ่มเนื้อเยื่ออ่อน (Soft tissue) เช่น เซลล์ไฟ โบรบลาส (Fibroblast) ซึ่งสร้างคอลลาเจนและเพื่อคงการยืดหยุ่น ความแข็งแรง และรูปทรงของผิวหนัง นอกจากนั้นยังประกอบด้วยหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง และเส้นประสาทต่างๆในหนังแท้ยังมีต่อมต่างๆหลายชนิดเพื่อสร้างไขมัน สร้างเหงื่อ สร้างกลิ่น และสร้างขน เพื่อการหล่อเลี้ยง ปกป้องผิวหนังช่วยผิวหนังในการทำหน้าที่ต่างๆ และช่วยร่างกายขับของเสียออกทางเหงื่อ

หน้าที่ของผิวหนัง
1.ปกป้องเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในทั้งหมดจากการไม่ดูดซึมสารแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการหรือที่เป็นพิษต่อร่างกาย
2.ช่วยคงรูปร่างของร่างกาย
3.ปกป้องร่างกายจากแสงยูวีจากแสงแดด
4.ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ จากการขับเหงื่อและจากการขยายหรือ หดตัวของหลอดเลือด
5.ช่วยร่างกายกำจัดของเสียออกทางเหงื่อ
6.ช่วยร่างกายสร้างวิตามิน ดี โดยสังเคราะห์จากแสงแดด
7.รับความรู้สึกต่างๆเช่น หนาว ร้อน เจ็บ การกระแทก
8.ป้องกันร่างกายจากการรุกรานของเชื้อโรคและสารต่างๆ และยังสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคทั้งของผิวหนังเองและของร่างกาย

        โรคผิวหนัง (Skin Disease) หมายถึง โรคที่ทำให้ลักษณะของผิวหนังมีผื่น ตุ่ม วงด่างขาว หรือเป็นก้อนขึ้นตามร่างกาย สามารถมองเห็นได้ชัดเจน อาจมีอาการปวดหรือคันร่วมด้วย สาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ การติดเชื้อ การใช้ยา ปรสิต อาการแพ้หรือเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้ เป็นต้น โรคชนิดนี้ถือเป็นโรคที่ไม่รุนแรง มักพบเกิดขึ้นทั้งในส่วนของหนังกำพร้า (Epidermis) และหนังแท้ (Dermis) บางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคผิวหนังบางชนิดมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน แต่มีสาเหตุต่างกัน เช่น โรคผิวหนังอักเสบจะมีลักษณะเหมือนโรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิแพ้ แต่เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน

สาเหตุการเกิดโรคผิวหนัง
โรคผิวหนังเกิดได้จากมากมายหลายสาเหตุที่พบบ่อยคือ
1.ต่อมต่างๆของผิวหนังอุดตันและ/หรือติดเชื้อเช่น เป็นสิว
2.การติดเชื้อซึ่งติดเชื้อได้ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา เช่น ฝีต่างๆ กลาก เกลื้อน โรคเริม โรคงูสวัด โรคไฟลามทุ่ง
3.จากโรคออโตอิมมูน/ภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง) เช่น โรคพุ่มพวง/โรค เอสแอลอี(โรคลูปัส/Lupus)
4.จากโรคภูมิแพ้เช่น ผื่นคันจากการสัมผัสขนสัตว์หรือเกสรดอกไม้
5.จากการแพ้สารต่างๆเช่น ผื่นจากการแพ้ยา
6.จากการขาดวิตามินบางชนิดเช่น การขาดวิตามิน บี 3
7.จากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง ผิวหนังจึงติดเชื้อได้ง่ายเช่น ในโรคเอดส์
8.จากโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิวหนังเช่น โรคผิวหนังแข็ง (Scleroderma) และโรคแผลเป็นนูน
9.จากผลของฮอร์โมนเช่น การขึ้นฝ้าในคนท้อง
10.จากสูงอายุ (เซลล์ผิวหนังเสื่อมตามอายุ) เช่น กระในผู้สูงอายุ
ไฝ ต่างๆ
11.โรคทางพันธุกรรมเช่น ปานผิวหนังชนิดต่างๆ (เช่น ปานแดงในเด็กเล็ก)
12.จากการถูกแสงแดดจัดเรื้อรัง ซึ่งนอกจากเป็นปัจจัยให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมก่อนวัยแล้ว ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังด้วย

อาการของโรคผิวหนัง
        อาการของโรคผิวหนังขึ้นกับสาเหตุที่อาจพบได้เช่น ผิวหนังขึ้นผื่น เป็นจุดหรือเป็นดวง เป็นปื้น เป็นผื่นนูน เป็นแผ่น เป็นตุ่มเนื้อ เป็นตุ่มน้ำ เป็นตุ่มเลือด เป็นตุ่มพอง เป็นตุ่มหนอง เป็นติ่งเนื้อ เป็นถุงน้ำ เป็นแผล เป็นแผลเปื่อย เป็นแผลแตก เป็นแผลรอยแยก ภาวะหลอดเลือดฝอยพอง ปาน ไฝ หูด (โรคหูดก้อนเนื้อ และ/หรือแผลเรื้อรัง ทั้งนี้อาจร่วมกับอาการบวม แดง คัน และ/หรือสีของผิวหนังผิดปกติเช่น สีคล้ำ สีออกแดง/ชมพู หรือสีออกม่วง ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละสาเหตุ

การวินิจฉัยโรคผิวหนัง
        แพทย์วินิจฉัยโรคผิวหนังได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจความผิดปกติของผิวหนัง ทั้งลักษณะผื่นหรือตุ่มหรือก้อนเนื้อ รูปร่าง สี และตำแหน่งที่เกิดโรค รวมทั้งการสอบถามถึงอาการร่วมต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจมีการขูดผิวหนังตรวจส่องกล้องจุลทรรศน์ดูการติดเชื้อ หรือดูลักษณะของเซลล์ (การตรวจทางเซลล์วิทยา) หรือการเพาะเชื้อ อาจมีการตรวจเลือดตามสาเหตุที่แพทย์สงสัยเช่น ผื่นในโรคเอดส์ และบางครั้งอาจตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษาโรคผิวหนัง
        การรักษาโรคผิวหนังขึ้นกับสาเหตุเช่น การรักษาความสะอาดเมื่อเกิดจากสิว การกินยา/ทายาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากติดเชื้อและการรักษาด้วยการผ่าตัดเมื่อเป็นโรคมะเร็ง

ความรุนแรงของโรคผิวหนัง
        ความรุนแรงของโรคผิวหนังขึ้นกับสาเหตุเช่น ไม่รุนแรงเมื่อเป็นสิว หรือรุนแรงมากเมื่อเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา

การดูแลผิวหนังและควรพบแพทย์เมื่อไร

        การดูแลผิวหนังโดยทั่วไปและการพบแพทย์คือ
1.รักษาความสะอาดผิวหนังเสมอโดยการใช้สบู่ที่อ่อนโยน
2.ปกป้องผิวหนังจากแสงแดดเมื่อต้องโดนแดดจัดหรือทำงานกลางแจ้งเช่น ใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวกปีกกว้าง และ/หรือทายากันแดด
3.กินอาหารมีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ทุกวัน เพิ่มผักและผลไม้ เพื่อชะลอผิวเสื่อมก่อนวัย
4.เลือกเครื่องสำอางและเครื่องใช้ต่างๆชนิดที่อ่อนโยนต่อผิวเช่น ครีมบำรุงผิว น้ำยาโกนหนวด รวมทั้งยาสีฟัน และทิชชูทำความสะอาด
5.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด ผิวจะแห้งมาก ผิวเสื่อมได้ง่าย
6.เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ทำลายเซลล์ผิวหนังและยังเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบ ผิวหนังจึงเสื่อมง่ายจากขาดเลือด
7.เรียนรู้ชีวิต ควบคุมความเครียด เพราะเป็นสาเหตุของสิวและผิวหน้าย่นได้ก่อนวัย
8.หลีกเลี่ยงสารที่ก่ออาการแพ้ต่อผิวหนัง
9.รักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนัง
10.สังเกตผิวหนังตนเองเสมอเช่น ขณะอาบน้ำและแต่งตัว เมื่อพบสิ่งผิดปกติควรพบแพทย์
11.การพบแพทย์เมื่อผิวหนังผิดปกติไปจากเดิมและไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เสมออาจเป็นแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์โรคผิวหนังก็ได้ หรือเมื่อมีความกังวลในการผิด ปกติของผิวหนัง ทั้งนี้เพราะโรคผิวหนังเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุดังกล่าวแล้วตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรครุนแรงอย่างโรคมะเร็ง
อนึ่ง อาการสำคัญของมะเร็งผิวหนังคือ มีแผลเรื้อรัง แผลไม่หายหลังจากดูแลตนเองภาย ใน 2 สัปดาห์ หรือมีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือเป็นไฝ/ปาน โตเร็ว ขอบไม่เรียบ ฝังตัวลึกในผิวหนัง และแตกเป็นแผลเลือดออกเรื้อรัง ซึ่งเมื่อมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์เสมอ

การป้องกันโรคผิวหนัง
วิธีป้องกันโรคผิวหนังเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในหัวข้อ การดูแลตนเองและการป้องกันมะเร็งผิวหนัง ซึ่งที่สำคัญคือ

1.หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเรื้อรัง


2.กินอาหารมีประโยชน์ หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน


3.ดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังเสมอ


4.สังเกตและหลีกเลี่ยงสารต่างๆที่ก่อการระคายเคืองหรือก่ออาการแพ้ต่อผิวหนัง




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.google.com



โรคผิวหนังจากการทำงาน

        โรคผิวหนังเป็นปัญหาสำคัญ และเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับสี่ของประเทศ   เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้วัสดุและสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง...